Author: Writer

  • 5 Don’ts อย่าหาทำ ไม่เสี่ยงไมเกรน

    พฤติกรรมของเราที่หลายๆ คนมองข้ามว่า และคิดว่าไม่เป็นไร แต่รู้ไหมคะว่า มันอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาการปวดไมเกรนไม่หายสักที 1. ใช้สมาร์ตโฟน แท็ปเล็ต คอมพิวเตอร์ก่อนนอนเป็นเรื่องที่ทุกคนมองข้ามจริงๆ ค่ะ สำหรับการใช้อุปกรณ์พวกสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ก่อนเวลานอน รู้ไหมคะว่า แสงสีฟ้าจากจออุปกรณ์เหล่านี้นี่แหละ เป็นตัวกระตุ้นให้สมองเกิดการตื่นตัว ยับยั้งการผลิตเมลาโทนินที่ช่วยเรื่องการนอนหลับให้ลดน้อยลง ส่งผลให้บางคนนอนหลับยาก หรือนอนไม่หลับ รบกวนการพักผ่อน เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นได้ หนำซ้ำ บางคนยังชอบเล่นมือถือขณะปิดไฟมืดสนิทเพราะคิดว่าจะช่วยให้หลับง่าย แต่เปล่าเลยค่ะ มันกลับยิ่งไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาต้องเพ่งมองและทำงานหนักมากขึ้น จนมีอาการปวดตา ปวดหัว หรือปวดไมเกรนได้ในที่สุดค่ะ 2. ทานแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมีหลายคนเลยค่ะที่เข้าใจผิดว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้เรานอนหลับได้ดี ได้นานขึ้น จริงค่ะ คุณสามารถนอนหลับได้เพราะแอลกอฮฮล์ แต่ไม่จริงตรงที่ว่าหลับดีขึ้น นานขึ้น เพราะว่าแอลกอฮอล์รบกวนการนอนของเรามากกว่าค่ะ กระตุ้นให้เราต้องตื่นนอนเป็นพักๆ ตลอดทั้งคืน เนื่องจากปวดปัสสาวะบ่อย ต้องลุกเข้าห้องน้ำ หรือหิวน้ำเพราะการขาดน้ำเนื่องจากแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ หลังจากตื่นนอนขึ้นมาอีกวัน มักมีอาการปวดศีรษะตามมา รวมถึงปวดหัวไมเกรนด้วยค่ะ รวมถึงเครื่องดื่มคาเฟอีนที่เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น เพิ่มการสูบฉีดเลือด ใจสั่นเต้นแรง ผลที่ตามมาคือ นอนไม่หลับ และปวดหัว โดยเฉพาะกับผู้ที่ทานคาเฟอีนหลังบ่าย 3 โมงไปแล้ว หรือผู้ที่ทานคาเฟอีนมากๆ…

  • 5 Do’s ควรทำ แก้ปวดไมเกรน

    วันนี้เรามีทริคง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณนอนหลับได้ดี โดยไม่ต้องพึ่งยาเคมีมาฝากกันค่ะ   1. จัดระเบียบห้องให้น่านอนห้องนอนที่สะอาด เรียบร้อย มีสภาพแวดล้อมที่ดี ช่วยให้คุณนอนหลับได้ดี ช่วยลดปวดไมเกรนได้อีกทางหนึ่ง เลือกใช้ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอนโทนสีอ่อน ช่วยผ่อนคลายดวงตา รู้สึกสบายใจ รวมถึงเลือกใช้ผ้าม่านแบบทึบแสง เพื่อป้องกันแสงจากภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนในระหว่างนอนหลับ ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป เพราะเสียงดัง แสงสว่าง หรือแม้กระทั่งอากาศที่ผิดปกติ ส่งผลให้คุณนอนหลับได้ไม่สนิท หรือแม้เราจะไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกแต่ก็ยังรบกวนการนอนของเราอยู่ดีค่ะ  2. ปรับเวลานอนให้ตรงเวลาโดยปกติแล้วในนวัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ต้องการการพักผ่อนต่อวันประมาณ 7-8 ชั่วโมง การปรับนิสัยให้ตื่นนอนและเข้านอนตรงตามเวลาอยู่ทุกวัน เป็นเรื่องดีสำหรับชาวไมเกรนนะคะ เพราะช่วยเซ็ตนาฬิกาชีวิตให้เป็นระบบ รู้กำหนดการพักผ่อนที่ดีและเพียงพอต่อร่างกาย ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ลดอาการปวดหัวลงได้ และหากง่วงหรือต้องการพักผ่อนระหว่างวัน ก็ไม่ควรเกิน 30 นาทีนะคะ เพราะจะรบกวนเวลานอนตามปกติของเราในเวลากลางคืน และทำให้เวลาเข้านอนผิดเพี้ยนไปได้ค่ะ 3. ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง บำรุงสุขภาพ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่างไกลจากโรคภัยไขเจ็บ รวมถึงอาการปวดไมเกรนได้ด้วยค่ะ เพราะการออกกำลังกายแต่พอดีและเหมาะสม ช่วยกระตุ้นการสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนได้ดีขึ้น ไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ การหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดเลือดในสมองทำงานได้ดีเป็นปกติ ช่วยให้นอนหลับดี และช่วยให้ไมเกรนที่เป็นอยู่กำเริบได้น้อยลงค่ะ 4. ไม่เครียดความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้ เนื่องจากเมื่อเกิดความเครียดขึ้น การหดเกร็งของกล้ามเนื้อต่างๆ ในร่างกาย…

  • นอนน้อย นอนมาก ทำให้ปวดไมเกรนได้อย่างไร?

    – นอนให้ดี แก้อาการปวดไมเกรนได้นะ! นอนหลับพักผ่อนแต่พอดี ช่วยบำบัดไมเกรนได้ รู้ไหม “การนอน” ช่วยแก้ไมเกรนได้นะ คนเป็นไมเกรนต้องรู้ “นอนไม่พอ-นอนน้อย-นอนมาก” เกี่ยวข้องกับคุณนะ สวัสดีค่ะ ชาวไมเกรน วันนี้เรามีสาระดีๆ เกี่ยวกับวิธีการรักษาไมเกรน มามอบให้ทุกคนอีกแล้วค่ะ ซึ่งเราค้นพบว่า อีกวิธีหนึ่งที่สามารถใช้รักษาไมเกรนได้ง่ายแสนง่าย คือ การนอนหลับ นั่นเองค่ะ อยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่า การนอนสบายๆ นี่ ช่วยคุณให้ห่างไกลจากไมเกรนได้อย่างไร? ถ้าเช่นนั้น ก็มาฟังกันเลยค่ะ! นอนน้อยเกิน นอนมากไป ทำให้เป็นไมเกรนได้หมด  การนอนหลับเป็นยารักษาโรคที่ดีอีกอย่างหนึ่ง โดยมีการวิจัยมาแล้วว่าการนอนหลับ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและอวัยวะทุกส่วนจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และปรับตัวเข้าสู่โหมดซ่อมแซมและฟื้นฟูร่างกาย กำจัดขยะของเสียออกจากสมอง เคลียร์หัวให้โล่ง ปลอดโปร่ง เตรียมร่างกายให้พร้อมรับวันใหม่ แต่ถ้าเมื่อใดที่เรามีอาการนอนไม่หลับหรือนอนน้อยเกิดขึ้น แน่นอนเลยค่ะว่า ร่างกายจะเกิดความแปรปรวน มีอาการอ่อนเพลียและยังเป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รวมถึงเป็นตัวเร่งให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ โดยมีการวิจัยในห้องแล็ปที่รัฐมิสซูรีออกมาแล้วว่า หนูทดลองที่ถูกทำให้อดนอนเป็นเวลา 3 วันติดๆ จะมีภาวะระดับโปรตีนที่ลดต่ำลงมาก ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบประสาทในร่างกาย จึงทำให้เป็นที่มาของข้อสรุปที่น่าสนใจอย่างหนึ่งว่า ชาวอมริกันกว่า 36 ล้านคน มีอาการปวดไมเกรนแบบรุนแรง 2-3…

  • คนเป็นไมเกรนต้องรู้ เรื่องปวดหัวจาก “ไมเกรนทางการมองเห็น”

    “ไมเกรนทางการมองเห็น” อาการนำที่คนไมเกรนต้องใส่ใจ เรื่องน่ารู้ “ไมเกรนทางการมองเห็น” เป็นอย่างไร?“ ไมเกรนทางการมองเห็น” ต้นตอก่อนปวดไมเกรนปวดหัวไมเกรน เกี่ยวข้องกับ “ไมเกรนทางการมองเห็น” ด้วยนะ หลายๆ คนมักคิดว่า อาการปวดไมเกรนจะเกิดขึ้นแค่บริเวณศีรษะเท่านั้น เพราะว่ามันเกิดจากการขยายตัวและหดตัวที่ผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง แต่ที่จริงแล้วอาการปวดไมเกรนมีความซับซ้อนมากกว่านั้นค่ะ เพราะมันสามารถเกิดขึ้นกับอวัยวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทที่อยู่รอบๆ หรือใกล้ๆ กับสมองของเรา อย่างเช่นที่บริเวณ “ดวงตา” ได้ด้วยค่ะ เกิดขึ้นได้ยังไงเหรอคะ ลองมาฟังทางนี้ค่ะ… ไมเกรนทางการมองเห็นคืออะไร?  “ไมเกรนทางการมองเห็น” เป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยไมเกรนแบบมีอาการเตือน (Migraine with Aura) ซึ่งเกิดขึ้นมากถึงร้อยละ 90 เลยทีเดียวค่ะ โดยผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นไปชั่วระยะหนึ่ง แล้วอาการก็จะหายไปเอง อาการไมเกรนทางการมองเห็น จะพบความผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตาทั้งสองข้าง และมีลักษณะที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าอยู่หลายอย่าง ได้แก่ ระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะเกิดความผิดปกติทางการมองเห็น จะเกิดขึ้นนานประมาณ 30 นาที หรือน้อยกว่านั้น หลังจากที่อาการบรรเทาลงแล้ว ผู้ป่วยจึงจะมีอาการปวดศีรษะตามมา แต่ก็ไม่ทุกคนค่ะ เพราะบางคนก็พบว่ามีเพียงแค่อาการไมเกรนทางการมองเห็นเท่านั้น แต่ไม่มีอาการปวดหัวไมเกรนตามมา สังเกตความต่าง “ไมเกรนทางการมองเห็น” กับ “ไมเกรนทางตา” จริงอยู่ค่ะว่า อาการปวดหัวไมเกรน…

  • “แสงสีเขียว” แนวทางการรักษาไมเกรนยุคใหม่

    -“แสงสีเขียว” ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยไมเกรน ข่าวดีของชาวไมเกรน ใช้ “แสงสีเขียว” บำบัดได้ น่าทึ่ง “แสงสีเขียว” ลดไมเกรนลงได้ บำบัดไมเกรนด้วย “แสงสีเขียว” ทางเลือกใหม่ในการรักษา (Green Light Therapy) รักษาไมเกรนด้วยแสง อย่างที่เราก็รู้ๆ กันนะคะว่า แสงสว่างจ้าเป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้อาการปวดไมเกรนกำเริบขึ้นมาได้ เราก็เลยมักจะหลีกเลี่ยงแสงพวกนี้กันหมด แต่ๆๆ เดี๋ยวก่อนค่ะ ไม่ใช่ทุกแสงนะคะที่จะส่งผลร้ายต่อผู้ป่วยไมเกรนเสมอไป เพราะวันนี้ได้มีการค้นพบวิธีรักษาไมเกรนด้วยแสงบำบัดแล้วค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าเป็นยังไง มาฟังรวมกันตรงนี้เลย! “แสงสีเขียว” คืออะไร? ทุกๆ ครั้งที่เรามองภาพต่างๆ จะมีการรวมแสงไปตกกระทบที่ลูกตา หรือที่บริเวณเรตินาที่อยู่ด้านหลังของดวงตา แสงทั้งหมดจะสร้างสัญญาณไฟฟ้าขึ้นมาในจอเรตินาและสมอง โดยแสงแต่ละสีจะมีการส่งสัญญาณที่มากหรือน้อยแตกต่างกันไป จากการศึกษาพบว่า แสงที่ส่งสัญญาณความรุนแรงต่อดวงตาน้อยที่สุดคือ แสงสีเขียว โดยเป็นแสงสีเขียวที่ได้จากหลอดไฟแบบพิเศษ ที่มีความยาวคลื่นแคบกว่าหลอดไฟทั่วๆ ไป และมีการกรองแสงอื่นๆ ทั้งหมดออกแล้ว จึงไม่รบกวนผู้ที่มีอาการกลัวหรือแพ้แสงตาพร่ามัว ตาสู้แสงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการนำแสงสีเขียวมาใช้เพื่อรักอาการปวดไมเกรนในทางการแพทย์แผนสมัยใหม่ โดยการใช้แสงที่มีคลื่นความยาวต่างกัน เพื่อใช้รักษาอาการเจ็บปวดจากไมเกรน ช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย และนอนหลับได้ง่ายขึ้น บำบัดไมเกรนด้วยแสงสีเขียว นายแพทย์ Ibrahim ทำการวิจัยบำบัดการรักษาไมเกรนด้วยแสงสีเขียว โดยให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษานั่งอยู่ในห้องมืดๆ…

  • ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) ตัวช่วยแก้ไมเกรน

    -สุดยอดวิตามิน “ไรโบฟลาวิน” (Riboflavin) แก้ปวดไมเกรน-ปวดไมเกรนไม่หาย ทาน “ไรโบฟลาวิน” (Riboflavin) ช่วยคุณได้นะ-เสริม “ไรโบฟลาวิน” (Riboflavin) ป้องกันไมเกรน-น่ารู้ วิตามิน “ไรโบฟลาวิน” (Riboflavin) แก้ไมเกรนได้ วิตามิน เป็นแร่ธาตุอีกประเภทหนึ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ จัดเป็นสารอาหารที่ร่างกายมีความต้องการ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคภัยต่างๆ ให้ตัวเรา รวมไปถึงโรคปวดศีรษะจากไมเกรนด้วย ครั้งนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับวิตามินชนิดหนึ่ง ที่มีผลการวิจัยว่า ช่วยแก้อาการปวดไมเกรนได้ นั่นคือ “ไรโบฟลาวิน” (Riboflavin) ค่ะ… รู้จัก  “ไรโบฟลาวิน” (Riboflavin) กันสักนิด ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วิตามินบี 2 (Vitamin B2) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ ที่มีส่วนช่วยต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย มีความจำเป็นต่อการสร้างเอนไซม์ รวมถึงกระบวนการเมตาบอลิซึมสารอาหารต่างๆ ในร่างกายด้วย  นอกจากนี้ ไรโบฟลาวินยังมีความเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเด็กทารกขณะอยู่ในครรภ์มารดา ช่วยให้ร่างกายมีการลำเลียงสารอาหารไปยังส่วนต่างๆ ได้ตามปกติ ผลิต Corticosteroids ซึ่งเป็นฮอร์โมนของ Adrenal Cortex ที่ช่วยในการดูดซึมสารอาหาร…

  • สุดเจ๋ง “นวดทุยหนา” (Tuina) สยบไมเกรนได้

    -ปวดไมเกรน “ทุยหนา” รักษาได้ บำบัดไมเกรน ที่ชาวไมเกรนต้องรู้ นวดทุยหนา (Tuina) แพทย์แผนจีน บำบัดไมเกรนได้ รักษาไมเกรนแบบฉบับแพทย์จีน วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ “การนวดทุยหนา” ศาสตร์การนวดรักษาตามแบบฉบับแพทย์แผนจีน ที่ช่วยฟื้นฟูสุขภาพ และรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ รวมถึงสามารถใช้รักษาอาการปวดไมเกรนได้ด้วยค่ะ  นวดทุยหนา คืออะไร? การนวดทุยหนา (ทุย=การผลัก, หนา=การหยิกกล้ามเนื้อ) เป็นศาสตร์การนวดกดจุดของแพทย์แผนจีน ซึ่งเชื่อว่ามีมานานแล้วนับพันปี และเก่าแก่พอๆ กับการฝังเข็ม โดยการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น มือ ข้อศอก นวดกดไปตามจุดต่างๆ ของเส้นลมปราณในร่างกาย ทั้งการนวดกดจุด การบีบ การกลิ้ง การยืดเหยียด การดัด หรือการคลึง โดยการนวดทุยหนานั้นต้องใช้ทักษะและพละกำลังพอสมควร การนวดต้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ออกแรงกดแต่ละมุนละม่อม และทำอย่างต่อเนื่องราวๆ 10-15 นาที   ปรับสมดุล บำรุงเส้นเอ็น ทะลวงเส้นลมปราณ แก้อาการไมเกรน  ศาสตร์ทางแพทย์แผนจีนกล่าวว่า การนวดทุยหนาช่วยให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนได้ดีขึ้น ปรับสมดุลในร่างกาย กระตุ้นให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อเลือดลมไหลเวียนดีขึ้น สะดวกขึ้น…

  • 6 อาหารแมกนีเซียมสุดเริ่ด! เอาชนะไมเกรนด้วยธรรมชาติ

    – มัดรวม “แมกนีเซียม” อาหารจากธรรมชาติ ช่วยต้านไมเกรน ต้านไมเกรนได้ ปราบไมเกรน ด้วยอาหารที่มี “แมกนีเซียม” น่ารู้ 6 อาหารเสริมแมกนีเซียม พิชิตไมเกรน แมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุอีกประเภทหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติเด่นช่วยให้การหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ช่วยลดอาการปวดและความถี่จากโรคไมเกรนได้ ซึ่งในทางการแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้นำเจ้าแร่ธาตุแมกนีเซียมในรูปแบบของอาหารเสริมมาใช้ทดลองกับผู้ป่วยไมเกรนกันแล้ว และก็ได้ผลดีซะด้วยค่ะ การรับประทานแมกนีเซียมมีทั้งรูปแบบอาหารเสริม และจากอาหารในธรรมชาติ ซึ่งต้องรับประทานให้ได้ประมาณวันละ 500-600 มิลลิกรัม จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย  วันนี้เราจะมาพูดถึงแหล่งอาหารจากธรรมชาติ 6 ประเภท ที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม และทุกคนสามารถซื้อหามารับประทานได้โดยง่ายตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งราคาถูกกว่าแมกนีเซียมในรูปแบบของอาหารเสริม เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง… ผักใบเขียวทั้งหลายเป็นแหล่งที่รวมสารอาหารประเภทแมกนีเซียมไว้มากที่สุดแหล่งหนึ่ง โดยเฉพาะพวกผักโขม ผักคะน้า ปวยเล้ง บรอกโคลี เป็นต้น โดยเฉพาะผักโขมซึ่งจัดว่าเป็นผักใบเขียวที่มีแร่ธาตุแมกนีเซียมอยู่สูงมาก เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนอย่างยิ่งค่ะ  ซึ่งการรับประทานผักใบเขียว 1 ถ้วย จะเป็นการเติมแมกนีเซียมให้กับร่างกายได้ถึงร้อยละ 40 ของปริมาณที่แนะนำให้ทานต่อวันเลยทีเดียวค่ะ แบบนี้ก็ยิ่งช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับตัวเรา ช่วยยับยั้งไม่ให้อาการไมเกรนเกิดขึ้นได้ค่ะ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ ว่าแตงโมลูกโตๆ น้ำฉ่ำๆ นอกจากจะช่วยเติมน้ำในร่างกายให้เราไม่อยู่ในภาวะขาดน้ำแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายเยอะมากเลยค่ะ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเจ้าแมกนีเซียมอยู่ด้วย…

  • ศึกษาผลลัพธ์ “แมกนีเซียม” (Magnesium) ใช้รักษาไมเกรนได้จริงหรือไม่?

    – แพทย์แผนปัจจุบันยืนยัน “แมกนีเซียม” (Magnesium) ใช้รักษาไมเกรนได้จริง น่ารู้ “แมกนีเซียม” (Magnesium) รักษาไมเกรนได้จริงหรือ? “แมกนีเซียม” (Magnesium) ปลอดภัย ใช้รักษาไมเกรนได้จริงหรือไม่ ? ในทางแพทย์แผนปัจจุบันมีการนำแมกนีเซียมมาทดลองใช้กับผู้ป่วยไมเกรนแล้ว เนื่องจากว่าได้มีการทดลองทั้งในสัตว์ทดลองและจากการทดลองในหลอดแก้ว ผลปรากฏว่า แมกนีเซียมมีความสามารถในการยับยั้งกระบวนการที่ก่อให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้จริง เมื่อเปรียบเทียบผลการรักษาด้วยยาเคมีแล้ว ปรากฏว่า การรักษาด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียมได้ผลดีพอๆ กัน อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงที่น้อยกว่า และประหยัดได้มากกว่าด้วย ซึ่งวันนี้เรามาดูข้อมูลยืนยันการรักษาที่ได้ผลจริงกับผู้ป่วยไมเกรนมาให้พิจารณากันค่ะ  ไพเคิร์ท แพทย์ศูนย์ประสาทวิทยา (ประเทศเยอรมนี ) ทดลองใช้แมกนีเซียมลดอาการปวดไมเกรนได้ถึง 40%  ในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี นายแพทย์ไพเคิร์ทจากศูนย์ประสาทวิทยา ได้ทดลองให้ผู้ป่วยไมเกรนอายุระหว่าง 18-65 ปี จำนวน 81 ราย รับประทานแมกนีเซียมนานต่อเนื่อง 12 อาทิตย์ โดยให้รับประทานวันละ 600 มิลลิกรัม ผลปรากฏว่าผู้ป่วยไมเกรนมีจำนวนวันที่ปวดไมเกรนลดลง และในระยะอาทิตย์ที่ 9-12 ผู้ป่วยไมเกรนมีความถี่ในการปวดหัวน้อยลงถึงร้อยละ 41.6 เลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดว่า แมกนีเซียมมีความสัมพันธ์กับอาการปวดไมเกรน…