ความหวานทของที่คู่กันกับไมเกรน

ความหวาน ของที่คู่กันกับไมเกรน

– ติดหวาน ต้องระวัง อาจทำให้ปวดหัวไมเกรนได้ หวานขนาดนี้ จะปวดไมเกรนขนาดไหน ?
ระวังเถอะ ทานหวาน ไมเกรนจะถามหาไม่รู้ตัว

ความหวานทำให้ปวดไมเกรน

“กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่” อุ้ย!… เปิดตัวมาก็แรงเลยนะคะ

คำโบร่ำโบราณนี้คงไม่มีผลกระทบต่อการบริโภคอาหารของเราแล้วในปัจจุบัน เพราะเราเลือกที่จะทานอาหารกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ของหวานก็ยังคงมีรสชาติถูกปากเราเสมอ เพราะมันช่วยเพิ่มสีสันให้อาหารมื้อนั้นของทุกคนอร่อยมากขึ้น

แต่ในความหวานย่อมมีผลเสียตามมาอยู่เสมอ เพราะหลายๆ คนทราบอยู่แล้วว่า การทานอาหารที่มีความหวานหรือมีน้ำตาลมากเกินไปเป็นที่มาของเหล่าโรคร้ายหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็หนีไม่พ้น ไมเกรนค่ะ 

วันนี้เราจะมาพาทุกคนไปรู้จักโทษของการติดหวานมากเกินไปและทำให้เกิดไมเกรนตามมากันค่ะ…

ไมเกรนกับความหวาน ของคู่กัน

ความหวานและไมเกรน

หลายคนเคยได้ยินว่า “เบาหวานกับน้ำตาลเป็นของคู่กัน” แต่ทราบกันไหมคะว่า จริงๆ แล้ว น้ำตาลหรือความหวาน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้เช่นกัน

เมื่อเราบริโภคอาหารเข้าไป ร่างกายก็จะแยกสารอาหารแต่ละชนิดแล้วส่งไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยผ่านทางหลอดเลือดที่ทำหน้าที่เสมือนกับรถบรรทุก โดยสมองของคนเราจะรับเพียงน้ำตาลกลูโคสเท่านั้น 

ดังนั้นถ้าเราบริโภคน้ำตาลหรืออาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตในปริมาณไม่เหมาะสมก็จะส่งผลต่อการทำงานของสมอง หากทานน้อยเกินไปอาทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือโรคไฮโปไลซีเมียในกลุ่มวัยรุ่นและเด็ก แต่ถ้าทานมากเกินไปอาจก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง 

โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ หากมีระดับน้ำตาลที่น้อยก็อาจทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลต่ำ ขาดน้ำตาล หรือที่เรียกว่า น้ำตาลตก และอาจนำไปสู่อาการปวดกล้ามเนื้อและศีรษะได้

แต่ถ้าบริโภคน้ำตาลมากเกินไปก็จะมีระดับน้ำตาลในเลือดที่มากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ภาวะเลือดข้นหนืด ยากต่อการลำเลียงไปยังส่วนต่างๆ และอาจเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน รวมถึงอาการที่เรียกว่า “ดื้ออินซูลิน”

นอกจากนี้ “ภาวะน้ำตาลผิดปกติ” ยังเกิดขึ้นได้จากการทานน้ำตาลเพียงครั้งเดียวในปริมาณที่สูงมาก และเหมือนหักดิบไม่ทานอีกเลย แบบนี้อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะตามมาได้เช่นกัน

ที่ยิ่งไปกว่านั้น หากร่างกายปริมาณน้ำตาลในเลือดมีปริมาณที่ไม่เหมาะสม จะสังเกตได้จากหลังทานอาหารที่มีรสหวานมากๆ เช่น น้ำแข็งไส น้ำหวาน ไอศกรีม หรือเครื่องดื่มคาเฟอีนที่มีน้ำตาลผสมในสัดส่วนที่สูง บางคนอาจมีอาการปัสสาวะบ่อยหรือกระหายน้ำ เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลเป็นตัวดึงน้ำออกจากหลอดเลือดมากขึ้น รวมๆ กันกลายเป็นภาวะระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ แบบขึ้นๆ ลงๆ  โดยเฉพาะ “ตอนลง” หรือเกิด “ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ” นี่แหละค่ะที่เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้ 

นอกจากนี้ หลายๆ คนที่มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดไม่ปกติอาจมีอาการพะอืดพะอม อยากอ้วกอาเจียน อ่อนเพลีย หมดแรง หรือมึนงง เบลอ ร่วมด้วยและมีอาการปวดศีรษะหรือปวดไมเกรนได้ 

การศึกษาอาการปวดไมเกรนที่เกิดจากการทานน้ำตาล

นํ้าตาลที่ทำให้เกิดไมเกรน

ในประเทศอังกฤษ มีองค์กรการกุศลชื่อว่า The Migraine Trust ระบุว่าการรับประทานสารให้ความหวานแทนอาหารที่มีคุณค่าตามปกติ เช่น น้ำตาลเทียม เครื่องดื่มที่ติดฉลากน้ำตาล 0% ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้ด้วยเช่นกัน 

การทานอาหารที่มีส่วนผสมของสารเคมีให้ความหวานชื่อว่า แอสปาร์แตม เป็นการรวมตัวกันระหว่างกรดแอมิโน 2 ตัว คือ แอสปาร์ติกกับฟีนิลอะลานีน ส่วนใหญ่จะอยู่ในพวกอาหารแคลอรีต่ำ (Low Calorie) หรืออาหารปราศจากน้ำตาล (Sugar Free) 

โดยแอสปาร์แตมจะเป็นตัวการที่ทำให้สารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) มีการเปลี่ยนแปลง และส่งผลต่อการเกี่ยวข้องกับการหดและของหลอดเลือดในสมอง หากเกิดการหดตัวเป็นเวลานาน ก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้ 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ การทานสารทดแทนความหวานในรูปแบบต่างๆ ส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากการผลิตและปล่อยอินซูลินมากเกินไป จนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดไมเกรนตามมา 

นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก Adrenal Metabolic Research Society จากเมืองทรอย (Troy) ในรัฐนิวยอกร์ก (New York) ประเทศสหรัฐอมริกา กล่าวว่า อาหารบางชนิด เช่น ไอศกรีม ช็อกโกแลต เนยแข็ง หากทานเยอะไป อาจก่อให้เกิดอาการแพ้และปวดไมเกรนตามมา

โดยเฉพาะพวกช็อกโกแลตที่มีงานวิจัยกล่าวว่า มีสาร 2 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดไมเกรน คือ สารฮิสตามีนและสารเฟนิลเอทิลเอมีน (Phenylethylamine) 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังคงไม่ชัดเจนนักและต้องมีการศึกษาต่อไป เนื่องจากมีการศึกษาอื่นๆ จากผู้ป่วยไมเกรนจำนวน 31 ราย โดยการวัดระดับน้ำตาลในเลือดจากผู้ป่วยพบว่า แต่ละคนมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงในช่วงระยะแรก แต่ต่อมากลับมีระดับน้ำตาลที่ลดต่ำลง ดังนั้น การที่จะทราบว่าน้ำตาลมีส่วนทำให้เกิดอาการไมเกรนได้หรือไม่นั้น จึงอาจจำเป็นที่จะต้องจดบันทึกอาหารที่บริโภคเข้าไปด้วย

อาการปวดแบบ “ถอนน้ำตาล” คืออะไร?

ความหมายถอนนํ้าตาล

หากหยุดรับประทานน้ำตาลทันที จะช่วยรักอาการปวดไมเกรนไมเกรน แบบนี้ ก็ไม่ใช่นะคะ และมันอาจจะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ปวดศีรษะแบบถอนน้ำตาล” ได้ด้วยค่ะ

การปวดศีรษะแบบถอนน้ำตาล เกิดจากการที่เราหยุดรับประทานน้ำตาลแบบฉับพลัน อาจเกิดขึ้นภายหลังจากที่เราลดการทานอาหารหรือบริโภคน้ำตาล โดยมีการศึกษาในหนูทดลองในปี 2559 ว่า เมื่อหนูที่เกิดภาวะถอนน้ำตาลจะมีระดับโดพามีนลดลง ซึ่งเจ้าโดพามีนตัวนี้มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือด ที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับน้ำตาลชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ซูโครส” ถ้าร่างกายได้รับน้ำตาลซูโครสในสัดส่วนที่มากขึ้น สมองก็จะเกิดการผลิตโดพามีนมากขึ้นตามไปด้วย 

หวานพอดี ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ

ทานของหวานพอดี

เพราะของหวานทำให้คนเราอารมณ์ดี แต่ต้องมีวิธีทานให้เหมาะสม จะได้ดีต่อสุขภาพด้วยค่ะ

ในหนึ่งวันร่างกายของผู้ชายและผู้หญิงต้องการความหวานที่แตกต่างกันไป โดยผู้ชายควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 36 กรัม หรือเท่ากับ 9 ช้อนชาต่อวัน ในขณะที่ผู้หญิงควรทานน้ำตาลประมาณ 24 กรัม หรือไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน 

สอดคล้องกันกับการศึกษาขององค์การอนามัยโลก ที่กล่าวว่า ในหนึ่งวัน ร่างกายควรได้รับน้ำตาลที่อยู่ในอาหารไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือประมาณ 24-25 กรัมต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 5% ของพลังที่ได้รับต่อวัน

ซึ่งในที่นี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องตักน้ำตาลเป็นช้อนๆ มารับประทานนะคะ แต่รวมถึงน้ำตาลที่เราได้รับจากอาหารที่ทานเข้าไปด้วยค่ะ ดังนั้นก็อย่าแปลกใจค่ะว่าทำไมถึงมีคำเตือนเรื่องชานมไข่มุก เพราะว่าในชานมไข่มุก 1 แก้ว มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก เชื่อไหมคะว่า สูงถึง 13-16 ช้อนชาเลยค่ะ นี่แหละค่ะเป็นที่มาของโรคต่างๆ ได้มากทีเดียว

ปวดไมเกรนจากความหวาน แก้ได้ไม่ยาก

วิธีแก้
ไมเกรนจากความหวาน

หากมีอาการปวดหัวเรื้อรังจากการทานน้ำตาล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม แต่หากมีอาการไม่รุนแรงนักสามารถใช้ยาเคมีแก้ปวดบรรเทาอาการได้ โดยสามารถซื้อหาได้เองตามร้านขายยาทั่วไปและไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งจากแพทย์ หรือที่เรียกว่า ยาโอทีซี (Over-the Counter Drugs: OTC)

แต่หากอาการปวดศีรษะรุนแรง เป็นไมเกรน ควรนอนพักนิ่งๆ หลีกเลี่ยงที่ที่มีแสงสว่างจ้าหรือมีเสียงดังรบกวนค่ะ เพื่อลดปัจจัยกระตุ้นที่จะทำให้อาการปวดขึ้น หากปวดมาจนทนไม่ไหว แนะนำให้ทานยาเคมีแก้ปวดที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ได้นะคะ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นต้องแก้ที่ต้นเหตุด้วย นั่นคือ พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลที่อาจมากหรือน้อยไปของเรานั่นเอง ซึ่งทุกคนควรหมั่นสังเกตตนเองว่าอาการปวดไมเกรนที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการทานอาหารประเภทใดเข้าไป และหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น จำไว้นะคะว่า You are What You Eat ค่ะ

ครั้งหน้า เราจะมีเรื่องเกี่ยวกับไมเกรนที่สนใจเรื่องใดมาเล่าฟัง รอติดตามกันต่อได้ที่นี่นะคะ