“สุมนาวาตะ” และ “จักระที่ 6” เกี่ยวอะไรกับไมเกรน

“สุมนาวาตะ” และ “จักระที่ 6” : เกี่ยวอะไรกับไมเกรน

อาการปวดไมเกรน เป็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบประสาทส่วนกลาง ในทางการแพทย์แผนไทย
จะเรียกระบบนี้ว่า “สุมนาวาตะ” ซึ่งหมายถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง 

อาการปวดไมเกรน

โดยในร่างกายของมนุษย์เราจะประกอบไปด้วยระบบต่างๆ ที่ทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป และหนึ่งในนั้นมีระบบหนึ่งที่เรียกว่า “สมุนาวาตะ” หรือ “ระบบประสาทส่วนกลาง” ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบสมองและระบบลำไส้ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดความผิดปกติหรืออักเสบ ก็จะส่งผลกระทบกับอีกส่วนด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ในร่างกายยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เรียกว่า “จักระที่ 6” ซึ่งอยู่บริเวณหว่างคิ้ว เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบสายตา หากเกิดอาการตาพร่ามัว มองไม่เห็น หรือมองเห็นแต่ไม่ชัด หรือภาพบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง นั่นแสดงว่า จักระที่ 6 ของเรา กำลังเกิดอาการผิดปกติหรืออักเสบ และมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนตามมาได้ 

จักระที่ 6 (ลดไมเกรน)

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม ผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนจึงมีอาการปวดศรีษะไปพร้อมๆ กับอาการร่วมบางอย่าง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มวนท้อง หรืออยากอาหารน้อยลง รวมถึงอาการผิดปกติทางสายตา มองเห็นไม่ชัด เห็นแสงจ้า สายตาสู้แสงไม่ได้ เพราะมันเกิดปัญหาขึ้นที่ระบบสมอง ระบบการมองเห็น และระบบลำไส้นั่นเอง

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แก้อาการไมเกรนตรงจุด

จากที่เล่ามาทั้งหมด จะสังเกตได้ใช่ไหมคะว่า อาการปวดไมเกรนที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเองค่ะ ดังนั้น การแก้ปัญหาในผู้ป่วยไมเกรนจึงต้องแก้ไขโดยการปรับพฤติกรรมดังกล่าวให้เหมาะสม แบบนี้ถึงจะเรียกว่า แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและถูกต้องที่สุดค่ะ

การปรับและเปลี่ยนพฤติกรรมของเราทำได้ง่ายๆ ไม่ยาก โดยเริ่มตั้งแต่ตื่นเช้ามาจนถึงเข้านอน ตามนี้เลยค่ะ

  1. ทานอาหารเช้า เติมพลังให้ร่างกาย เริ่มต้นวันอย่างสดใส
ทานอาหารเช้า

เริ่มต้นด้วยมื้อเช้าที่หลากหลายและมีประโยชน์ต่อร่างกายครบถ้วน เพราะมื้อเช้าเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เปรียบเสมือนการเติมสารอาหารเข้าไปในร่างกาย ให้มีกำลังวังชา เหมือนกับการชาร์ตแบตให้ตนเอง แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยาก เช่น พวกอาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก หรืออาหารประเภท Junk Food เพราะอาหารเหล่านี้ไม่มีเอนไซม์หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากนัก ทำให้ลำไส้ต้องทำงานหนัก จะส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางเกิดการอักเสบหรือเจ็บปวดได้

  1. จัดระเบียบชีวิต ทำทุกวันให้เป็นวันที่สดใส

การตื่นนอนเป็นเวลา และเริ่มต้นวันใหม่ด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง ช่วยให้ทั้งวันของเราเป็นวันที่ดีและสดใสตลอดทั้งวัน เพราะการตื่นนอนแต่เช้า ช่วยให้เรามีเวลาที่จะจัดการหรือทำกิจกรรมต่างๆ เป็นระบบและทันเวลามากขึ้น เรียกว่า จัดระเบียบชีวิตให้เป็นระบบได้เป็นอย่างดี ระหว่างวัน ตั้งสมาธิทำงานอย่างเต็มที่ 

แต่ระมัดระวัง อย่าคิดมากหรือคิดเยอะ หรือทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน เพราะอาจทำให้เกิดความเครียด เนื่องจากจัดการงานไม่ได้ทันตามที่กำหนด ดังนั้น ควรจัดสรรเวลาในการทำงานให้ลงตัวในแต่ละวันจึงจะดีที่สุดค่ะ

หากรู้สึกเริ่มตึงเครียด เกิดอาการมึนงง หรือเริ่มปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย ควรหยุดพักสักครู่ โดยอาจหลับตาเพื่อพักสายตาที่อ่อนล้า หรือเปลี่ยนอิริยาบทยืดเหยียดร่างกาย จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะจะมีสัญญาณแห่งความสุขส่งไปยังสมองของเรานั่นเอง

ฝึกสมาธิให้เป็นนิสัย
  1. ฝึกสมาธิให้เป็นนิสัย

เพราะการฝึกนั่งสมาธิ ทำให้จิตใจเกิดความสงบ คิดน้อยลง หรือฝึกไม่ให้คิดหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนมากเกินไป โดยเฉพาะกับผู้ที่ชอบคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น จะมีโอกาสปวดไมเกรนมากกว่าผู้ที่คิดน้อย เนื่องจากมีการใช้ระบบประสาทส่วนกลางหรือสมองมากกว่าปกติหรือใช้สมองอยู่ตลอดเวลา

เข้านอนเป็นเวลา รีเซ็ตชีวิต

4. เข้านอนเป็นเวลา รีเซ็ตชีวิต

ส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนมากจากการพักน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย และทำให้เวลาในแต่ละวันของเราผิดเพี้ยนไปมาก ดังงนั้น เราจึงควรต้องปรับการเข้านอนให้เป็นเวลา จะช่วยให้ร่างกายของเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ผ่อนคลายความเหนื่อย เมื่อยล้าตลอดทั้งวันจากการทำงานได้ดี

ไมเกรน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรง จนแก้ไขไม่ได้ เพียงแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ตื่นและเข้านอนเป็นเวลา จัดระเบียบวิธีการคิดและการทำงานให้เป็นระบบ และหมั่นนั่งสมาธิ เพียงเท่านี้ ก็ห่างไกลจากไมเกรนแล้วค่ะ