ไมเกรนยอดฮิตมีที่มาอย่างไร

ไมเกรนยอดฮิตมีที่มาอย่างไร?

รู้เรื่องความเป็นไมเกรน-ไมเกรน มีมาแต่ใดนะ?

เป็นไมเกรน

ไมเกรน หนึ่งในโรคยอดฮิตติดอันดับต้นๆ ที่หลายๆ คนกำลังเผชิญหน้ากับอยู่กับมัน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวในกลุ่มวัยทำงานที่มักจะมีอาการปวดไมเกรนค่อนข้างสูง เนื่องจากสาเหตุหลายประการ 

ทั้งความเครียดจากการทำงาน ทำงานอย่างหักโหม ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ ขาดการดูแลสุขภาพร่างกายอย่างเหมาะสม หรือมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้น เช่น แสงสว่างที่จ้าเกินไป กลิ่นรุนแรง สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เป็นต้น

ไมเกรนเริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไร?

จุดเริ่มต้นของไมเกรน

ย้อนกลับไปในสมัยโบราณ ก่อนที่จะเริ่มมีการนับปีคริสต์ศักราช พบว่ามนุษย์เรามีอาการเจ็บป่วยด้วยอาการปวดศีรษะแล้วนับแต่ตอนนั้น โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีกล่าวถึงอาการปวดศีรษะไว้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับความโชคร้าย และภูตผีปีศาจที่มาทำร้ายมนุษย์

รู้ไหมคะว่า ในสมัยนั้นเขารักษาโรคนี้ด้วยวิธีไหน? 

เขาใช้การเจาะกะโหลกเป็นวิธีการรักษาค่ะ อึ๋ย!…ฟังแล้วน่าสยดสยองจัง

ที่เป็นเช่นนี้เพราะวิทยาการทางการแพทย์ที่ยังไม่เจริญก้าวหน้า บวกกับความเชื่อที่ว่ามีผีร้ายเข้าสิงในร่างกายมนุษย์ จึงต้องทำการปลดปล่อยโดยการเจาะกะโหลกศีรษะแล้วนำเอาเลือดออกมา เพื่อปลดปล่อยวิญญาณร้ายออกจากร่างกายนั่นเอง

เจาะกะโหลกเพื่อรักษาไมเกรน

ต่อมาในยุคอียิปต์โบราณ หรือราวๆ 1,200 ปีก่อนคริสต์ศักราช ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องปวดศีรษะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไรนัก โดยแพทย์ในยุคนั้น นามว่า อะทีรัส แห่งแคปพาโดเซีย (Aretaus of Cappadocia) ได้บันทึกบนหน้ากระดาษปาปิรุสระบุว่า…

โรคปวดศีรษะข้างเดียว อาการอ้วกอาเจียน หรือเวียนศีรษะ มีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับพระเจ้า การถูกผีร้ายเข้าสิง และพลังเหนือธรรมชาติ และวิธีที่จะหายจากโรคนี้ได้ ต้องแก้ปัญหาด้วยการให้หมอผีมาปราบ บ้างก็ว่าต้องใช้จระเข้ในการรักษาเท่านั้น!!!

เช่นการทานน้ำมันจระเข้ที่ขมับ การกินเนื้อจระเข้บำรุงสมอง หรือการดื่มเลือดจระเข้ เป็นต้น ซึ่งวิธีเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

จนเวลาล่วงเลยมาถึงประมาณ 300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ตรงกับยุคกรีกโบราณ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ในห้วงเวลานี้เป็นช่วงแห่งความเจริญรุ่งเรืองทางอารยธรรมของมวลมนุษยชาติก็ว่าได้ เพราะมีการพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ซึ่งกลายเป็นรากฐานให้กับความเจริญในยุคต่อๆ มา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมไปถึงความรู้และวิทยาการใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ด้วย

ในยุคนี้ ความคิดเกี่ยวกับอาการปวดศรีษะได้เปลี่ยนไป โดยบุคคลผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก นามว่า ฮิปพอคราทีส (Hippocrates) เขาเป็นคนแรกที่มีแนวคิดว่าอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในมนุษย์ มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางธรรมชาติ มิใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภูตผีปีศาจแต่อย่างใด ที่สุดยอดไปกว่านั้น คือ เขาเป็นผู้นำวิธีเชิงวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการรักษาอีกด้วย

ฮิปพอคราทีสศึกษาอาการปวดศีรษะที่มีอาการคล้ายกันกับอาการปวดไมเกรน และได้จดบันทึกไว้ จนทำให้เกิดคำศัพท์เฉพาะเพื่อใช้เรียกอาการปวดศีรษะดังกล่าวว่า Hemicrania ภาษากรีกโบราณ แปลว่า ครึ่งซีกของศีรษะ

ล่วงเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 18 คำว่า “ไมเกรน” (Migraine) ได้ปรากฏขึ้นครั้งแรก เพื่อใช้เป็นชื่อเรียกเฉพาะและแยกออกจาอาการปวดศีรษะรูปแบบอื่นๆ โดยผู้ริเริ่มใช้คำว่า “ไมเกรน” คนแรก คือ ชื่อซามูเอล (Samuel Auguste Andr David Tissot) นายแพทย์ชาวสวิสเซอร์แลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา 

นายแพทย์ Samuel ยังได้ศึกษา สังเกต และวิเคราะห์อาการของคนไข้ในแต่ละวันของเขาอย่างละเอียด จนเขียนออกมาเป็นหนังสือว่าด้วยเรื่องไมเกรนโดยเฉพาะ ชื่อ “Treatise on the Nerves and Nervous Disorders” (Trait des nerfs et de leurs maladies) ความยาว 83 หน้า นับเป็นผลงานชิ้นเอกที่เป็นรากฐานแห่งองค์ความรู้ว่าด้วยเรื่องอาการปวดไมเกรนโดยเฉพาะในทุกวันนี้ 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความทฤษฎีที่แตกต่างออกไปอยู่บ้างเกี่ยวกับโรคไมเกรน ซึ่งปรากฏในต้นศตวรรษที่ 19 คือ ไมเกรนเป็นความผิดปกติที่เกิดจากจิตใจซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดกับเพศหญิง หรือเรียกว่า “โรคจิตสรีระแปรปรวน” (Psychosomatic Disorders) แต่ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันวิเคราะห์โรคดังกล่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับไมเกรนแต่อย่างใด

ยาระงับไมเกรนเกิดขึ้นเมื่อไร?

จุดเริ่มต้นของยาระงับไมเกรน

จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ได้มีความพยายามคิดค้นยาระงับความเจ็บปวดจากไมเกรนขึ้น โดยใช้สารที่ชื่อว่า “เซโรโทนิน” (Serotonin) เป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ที่เมื่อร่างกายได้รับสารดังกล่าวเพิ่มขึ้นแล้ว จะช่วยให้ความเจ็บปวดลดลงได้ และในทางกลับกัน หากมีอาการปวดไมเกรนขึ้นมา เจ้าสารเซโรโทนินนี้ก็จะลดลง 

การพัฒนายาระงับไมเกรนโดยใช้สารเซโรโทนินนี้ ค้นพบโดย Patrick Humphrey นักเภสัชวิทยาจากบริษัทยา Glaxo ประเทศอังกฤษ 

ในระยะเวลาต่อมา ยาระงับอาการปวดไมเกรนได้รับการพัฒนาเรื่อยมา จนกระทั่งได้ตัวยาใหม่ที่ใช้ระงับอาการปวดดังกล่าวได้เป็นตัวแรกๆ ของโลก คือ ยาที่มี “เออโกทามีน” (Ergotamine) ผสมอยู่ กลายเป็นกลุ่มตัวยาใหม่ที่ชื่อว่า ชื่อว่า “ทริปแทน” (Triptan) 

แต่ทว่า กลุ่มตัวยาทริปแทนไม่ได้ระงับอาการเจ็บปวดได้ตลอด เนื่องจากมีผู้ป่วยบางรายที่ทานยาแล้วหายปวด แต่กลับมาปวดศีรษะใหม่อีกครั้งในวันถัดไป เพราะเจ้ายาตัวนี้ลดอาการปวดไมเกรนได้เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น 

นอกจากนี้ การใช้ยาดังกล่าวยังมีผลข้างเคียงตามมาหลายอย่าง เช่น เบลอ ง่วงซึม แน่นที่หน้าอก หรืออาจมีผดผื่นขึ้นตามลำคอหรือใบหน้า และยาทริปแทนยังห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจด้วย

ถึงกระนั้น วงการแพทย์ยังคงพยายามอย่างไม่ลดละที่จะแสวงหาวิธีรักษาอาการปวดไมเกรน และในขณะนี้ได้ค้นพบวิธีการรักษาที่น่าสนใจอีกวิธีหนึ่ง คือ การรักษาด้วยตัวยา CGRP Antagonist ที่จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของสารที่เป็นต้นกำเนิดของอาการปวดไมเกรนได้

ว้าว…นับว่าเป็นข่าวดีของผู้ป่วยไมเกรนเลยนะคะ

………………………………

จริงๆ แล้ว อาการปวดหัวไมเกรนก็มีมาตั้งแต่อดีตเลยนะคะ เพียงแต่ว่าวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าเทียบเท่าในปัจจุบัน จึงทำให้วิธีการรักษานั้นดูแปลกและเกี่ยวข้องกับความเชื่อมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราก็สามารถค้นพบวิธีการบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้สำเร็จในเวลาต่อมา และดูว่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ครั้งหน้า เราจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้าตัวยา CGRP Antagonist ให้มากขึ้น รอติดตามกันได้เลยค่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติม

  • หยุดไมเกรน ด้วย CGRP