9 อาหารต้องห้ามของผู้ป่วยไมเกรน

9 อาหาร ต้องรู้ กระตุ้นปวดไมเกรน ถ้าไม่อยากเป็นไมเกรน งด 9 อาหาร ช่วยรักษาไมเกรนได้
รู้ไหม 9 อาหารนี้ ทำให้คุณเป็นไมเกรนได้มากขึ้น
You are What you eat…กินอะไร ก็ได้แบบนั้น คงเป็นคำคุ้นหูที่หลายๆ คนมักได้ยินอยู่เสมอ เพราะการทานอาหารมักเป็นที่มาของสุขภาพที่ดีและแย่ในตัวเรา วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักกับอาหาร 9 อย่างที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไมเกรนค่ะ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ…

1. สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือน้ำตาลเทียม
พวกสารทดแทนน้ำตาล เครื่องดื่มที่ติดฉลากว่าน้ำตาล 0% เป็นอาหารที่ผู้ป่วยไมเกรนควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารประเภทนี้จะมีส่วนผสมที่เรียกว่า แอสปาร์แตม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการหดตัวของหลอดเลือดในสมอง ซึ่งถ้ามีการหดตัวเป็นเวลานานๆ จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี เกิดเลือดคั่ง ติดขัด ก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้ค่ะ

2. ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและกล้วย
มีรายงานออกมาแล้วว่าผลไม้ตระกูลซีตรัสหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว รวมทั้งกล้วย จะมีสารฮีสตามินและไทรามีนเป็นส่วนประกอบ และเจ้าสารสองชนิดนี้เองที่เป็นตัวการก่อให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนได้ แต่อย่างก็ตาม ควรจะรับประทานวิตามินซีบ้างะเป

3. พิซซ่าและขนมปัง
พิซซ่าและขนมปังเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของยีสต์ที่ได้จากขนมปัง และสารไทรามีนที่เป็นส่วนประกอบในชีส ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้

4. เนื้อสัตว์แปรรูปและชีสหรือเนยแข็ง
อาหารจำพวกเนื้อสัตว์แปรรูปหรืออาหารที่มีอายุการเก็บได้นานๆ เช่น ไส้กรอก หรืออาหารแช่แข็งจำพวกชีสและเนยแข็ง เช่น เชดดาร์ชีส บลูชีส (กอร์กอนโซล่าชีส) คาเมมเบิร์ต ส่วนมากต้องผสมสารโซเดียมไนเตรตหรือสารกันบูดลงไป ซึ่งสารไนเตรตนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง และก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
นอกจากนี้ยังมีสารไทรามีน (Tyramine) เป็นส่วนประกอบอยู่ค่อนข้างสูง ซึ่งเจ้าสารไทรามีนตัวนี้มีผลทำให้ร่างกายปล่อยสารเคมีที่ชื่อว่า Norepinephrine ออกมา ซึ่งถ้ามีการหลั่งสารชนิดนี้มากเกินไป จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระดับสารในสมอง และนำไปสู่อาการปวดหัวไมเกรนได้

5. ผงชูรส
จริงอยู่ค่ะที่ว่าเราไม่ได้ตักผงชูรสมาทานเป็นช้อนๆ หรือถ้าเราปรุงอาหารทานเอง เราก็เลือกที่จะไม่ใส่ผงชูรสอยู่แล้ว แต่เวลาที่เราออกไปทานอาหารหรือซื้ออาหารจากนอกบ้านล่ะ เราไม่รู้เลยว่าในนั้นมีผงชูรสผสมอยู่มากน้อยเพียงไร
นอกจากนี้ผู้ที่ชอบรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูปต่าง ก็มีผงชูรสอยู่มาก โดยมีผลวิจัยออกมาแล้วว่าอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นร้อยละ 2.5 เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีผงชูรสเข้าไป

เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางปรเะเภท เช่น วิสกี้ เบียร์ หรือไวน์ จะมีซัลไฟต์ที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรน โดยเฉพาะไวน์แดงที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหัวได้มากถึง 30% นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เลือดสูบฉีดแรงมากขึ้น หลอดเลือดจะเกิดการขยายตัวผิดปกติ ทำให้ร่างกายขาดน้ำและอ่อนเพลีย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเมาค้าง เมื่อตื่นนอนขึ้นมาอีกวันจะมีอาการปวดหัวมาก

7. อาหารที่มีโซเดียมสูง
เพราะการรับประทานโซเดียมในปริมาณที่สูง จะส่งผลกระทบหลายอย่างต่อร่างกายของเรา โดยเฉพาะไตที่ทำหน้าที่กรองของเสีย ต้องทำงานหนักมากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่คล้ายกับการคายน้ำในร่างกาย กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัว ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือพวกเครื่องปรุงต่างๆ เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว รวมไปถึงอาหารหมักดอง ทั้งเนื้อสัตว์ ผักดอง มันฝรั่งทอด ถั่วเค็ม เป็นต้น

8. ช็อกโกแลต
แม้ว่าจะยังไม่มีการรายงานที่แน่ชัดเกี่ยวกับอาการปวดไมเกรนว่ามีความเกี่ยวข้องกับการทานช็อกโกแลตมากน้อยแค่ไหน แต่ก็พบว่ามีผู้ป่วยบางคนที่รับประทานช็อกโกแลตแล้วเกิดอาการปวดหัว อาจเป็นเพราะความหวานที่มากับส่วนผสมในช็อกโกแลต อย่าง นม น้ำตาล หรือเนยต่างๆ ก็เป็นได้ ที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนขึ้น ดังนั้น การหลีกเลี่ยงไม่ทานมันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ

9. กาแฟ
การดื่มกาแฟในปริมาณที่มากเกินไป หรือบางคนดื่มมากเกินกว่า 1 แก้วต่อวัน อาจมีผลทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้ แต่ในขณะเดียวกันไม่แนะนำให้หยุดดื่มกาแฟอย่างกะทันหันเช่นกัน เพราะทำให้เกิดอาการปวกศีรษะได้ ดังนั้น ควรดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะ และไม่ควรดื่มกาแฟเป็นอาหารเช้า เพราะจะทำให้พลังงานในร่างกายลดต่ำลง
การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และงดอาหารบางประเภทที่กล่าวมาทั้ง 9 ข้อ ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้ นอกจากนี้ยังควรใช้วิธีทางธรรมชาติบำบัดร่วมด้วย ทั้งการนวดกดจุด ฝึกเล่นโยคะ นอนหลับพักผ่อนให้เพียง เพียงเท่านี้ ก็ช่วยให้เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับไมเกรนแล้วค่ะ
อ่านบทความเพิ่มเติม จริงหรือไม่? กาแฟช่วยหยุดไมเกรนได้



