คนเป็นไมเกรนต้องรู้ “ยาหอม” ช่วยคุณได้
ยาหอม เป็นยาสมุนไพรตามตำราแพทย์แผนไทย ที่คนเฒ่าคนแก่มักใช้อยู่เป็นประจำเมื่อมีอาการคลื่นเหียน วิงเวียนศีรษะ หรืออ่อนแรง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ยาหอม ยังมีสรรพคุณอีกอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งมาก นั่นคือ ใช้รักษาอาการปวดไมเกรนได้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักยาหอม สมุนไพรไทยโบราณกันค่ะ
โบราณกาลมาของ “ยาหอม”

ย้อนกลับไปในสมัยกรุงศรีอยุธยา ยาหอมเป็นของหายาก มีใช้ในหมู่ผู้มีอำนาจวาสนาหรือชนชั้นสูงในราชสำนัก เนื่องจากตัวยาที่ใช้เป็นส่วนผสมหลายชนิดต้องหาซื้อจากชาวต่างชาติ กระบวนการผสมผสานเป็นตัวยาก็ต้องใช้กำลังคนจำนวนมากมาปรุงมาร่อนออกมาเป็นยาหอม ดังนั้น ในสมัยก่อน จึงมีเพียงแต่พวกผู้มีบุญ มีเงินทองเท่านั้นที่จะได้ใช้
จนกระทั่งเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ยาหอมได้ลงไปถึงมือประชาชน เนื่องจากพระราชปรารภในพระองค์ ที่ทรงมีพระราชประสงค์อยากให้มียาดีๆ กระจายไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วสยาม ราษฎรในหัวเมืองที่ห่างไกลจะได้มียารักษาโรคภัยต่างๆ หายเจ็บหายไข้ ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ
จากพระราชปรารภนี้เองจึงเป็นที่มาของ “ยาโอสถสภา” ตำรับยาตำราหลวง (ปัจจุบัน คือ ยาสามัญประจำบ้าน) ซึ่งบรรจุยาหอมเข้าไว้เป็นหนึ่งในนั้น มียาหอมมากกว่า 500 ตำรับ ที่ประกอบด้วยสมุนไพรหรือพืชวัตถุมากมายหลายชนิด ทั้งเห็ดนมเสือ กานพลู เกสรบัวหลวง จันทร์ แห้วหมู กระวาน สะค้าน ดีปลี ชะพลู ขิง เจตมูลเพลิงแดง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีพืชสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเป็นส่วนผสมด้วย เช่น หญ้าฝรั่น เกสรบัวน้ำ เปราะหอม ไม้กฤษณา จันทน์แดง จันทน์ขาว จันทน์เทศ บุนนาค ดอกพิกุล สารภี พิมเสนเกล็ด เป็นต้น ส่วนผสมเหล่านี้เองที่กลายเป็นที่มาของชื่อยาหอม
รวมถึงส่วนประกอบประเภทแร่วัตถุหรือสัตว์วัตถุ เช่น ชะมดเช็ด เป็นเม็ดปรวดที่ได้จากตัวค่าง ช่วยขับเสมหะในทางเดินหายใจ
หลากสรรพคุณของยาหอม

ตามตำราแพทย์แผนไทยกล่าวไว้ว่าร่างกายของคนเรานั้น ประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม หากธาตุใดธาตุหนึ่งเกิดความผิดปกติขึ้น ก็จะส่งผลให้เกิดการอักเสบเจ็บปวดขึ้นในร่างกายโดยเฉพาะต่อระบบประสาท ระบบเลือด และระบบทางเดินอาหาร
ยาหอมเป็นยาที่ใช้เพื่อบำรุงหรือรักษาธาตุลม มีสรรพคุณในการกระจายเลือดลม แก้ลมกองละเอียด ซึ่งเกี่ยวข้องการไหลเวียนของเลือดลมและระบบหัวใจ โดยในทางการแพทย์แผนไทยกล่าวว่า โรคเลือดลมมีมากมายกว่า 500 ชนิด หากเลือดลมปกติย่อมส่งผลดีต่อสมองและหัวใจ
ในสมัยก่อนยาหอมจึงเป็นสามัญประจำบ้านที่ทุกครัวเรือนต้องมีติดไว้ เพราะมีสรรพคุณเรียกว่าครอบจักรวาล ใช้รักษาอาการเจ็บป่วย บำรุงร่างกายไม่ให้อ่อนเพลีย แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ
ความดันเลือดต่ำ อาการอ่อนแรง หน้ามืด ใจสั่น นอนหลับยาก
ไม่เพียงเท่านี้ ยาหอมยังมีฤทธิ์แก้ลมจุกเสียด ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี ช่วยบำรุงครรภ์ บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บ้างก็ใช้เป็นยาบำรุงกำลังวังชา ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แก้อาการนอนไม่หลับ
แก้ลมต่างๆ ที่มาร่วมกับอาการไข้ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาบำรุงโรคลมปะกังหรือลมตะกัง คืออาการลมคั่งที่บริเวณกระบอกตาหรืออาการหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน บำรุงร่างกายทั้งระบบเลือด หัวใจ ร่างกาย และระบบประสาท
สุขุมร้อน-สุขุมหอม ในตำรับยาหอม

ในทางการแพทย์แผนไทยกล่าว่า ยาหอมมีสรรพคุณที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำรับยาที่นำมาใช้ โดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ รสสุขุมหอมและรสสุขุมร้อน
- ยาหอมรสสุขุมหอม ได้แก่ ยาหอมทิพโอสถและยาหอมเทพจิตร ซึ่งยาหอมทั้ง 2 ชนิดนี้ มีสรรพคุณในการรักษาแตกต่างกัน
- ยาหอมทิพโอสถ ยืนหนึ่งในเรื่องการบำรุงเลือดและกำลัง ผู้หญิงที่มีอาการปวดไมเกรนช่วงก่อนประจำเดือนสามารถใช้บรรเทาอาการได้ เนื่องจากในช่วงระยะเวลานี้ความร้อนในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ให้ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย การใช้ยาหอมที่มีเกสรดอกไม้ผสมอยู่ จะช่วยให้เลือดเย็นลง ความร้อนในร่างกายลดลง และทำให้จิตใจปลอดโปร่ง อารมณ์เย็นลง แก้อาการเวียนศีรษะ
- ยาหอมเทพจิตร จุดเด่นของตำรับยานี้คือมีส่วนผสมของผิวส้มและดอกมะลิเป็นหลัก ซึ่งทั้งสองเป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงจิตใจ โดยผิวส้มช่วยบำรุงระบบหัวใจ แก้อาการตาพร่าหน้ามืด แก้อาการเวียนศีรษะ ช่วยผ่อนคลายอารมณ์และจิตใจสงบมากขึ้น ส่วนดอกมะลิมีฤทธิ์ช่วยบำรุงจิตใจให้สดชื่น นอนหลับดี ลดความเครียดความกังวล ซึ่งมีวิจัยว่าการใช้น้ำมันหอมระเหยจากผิวส้มและดอกมะลิในการนวด ช่วยให้อารมณ์ปลอดโปร่ง คลายความวิตกกังวล จิตใจสงบขึ้น
- ยาหอมรสสุขุมร้อน ได้แก่ ยาหอมอินจักร์และยาหอมนวโกฐ จากการศึกษาทดลองในเชิงวิทยาศาสตร์พบว่า ตำรับยาทั้งสองมีสารสกัดที่ส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายหลายระบบ ทั้งประสาทส่วนกลาง ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ระบบทางเดินอาหาร

- ผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยยาหอมทั้ง 2 ชนิด มีสารสกัดที่มีผลทำให้การออกฤทธิ์ของยานอนหลับ Pentobrabital ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลจากการทดลองโดยวิธี Locomoter Activity Test พบว่ายาหอมนวโกฐมีฤทธิ์ต่อการเคลื่อนไหวในสัตว์ทดลองมากกว่า ในขณะที่ยาหอมอินจักร์ไม่ออกฤทธิ์แบบเดียวกับสัตว์ทดลอง จึงทำให้สรุปได้ยาหอมนวโกฐมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางมากกว่ายาหอมอินจักร์นั่นเอง
- ผลต่อระบบหลอดเลือดและระบบหัวใจ จากการทดลองในหนู พบว่า ยาหอมทั้ง 2 ชนิดนี้ มีผลทำให้อัตราการไหลเวียนของเลือดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากหลอดเลือดแดงขนาดเล็กในสมองมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีปริมาณเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ช่วยแก้อาการหน้ามืด เวียนหัว จะหมดสติหรือเป็นลมได้ แต่ยาทั้งสองชนิดก็มีผลต่อความดันช่วงหัวใจคลายตัว (Diastolic) ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลงเล็กน้อยในช่วงเวลา 45-90 นาที นอกจากนี้ ตำรับยาหอมนวโกฐยังมีฤทธิ์ต่อความดันช่วงหัวใจบีบตัวมากกว่ายาหอมอินจักร์
- ผลต่อระบบทางเดินอาหาร ในด้านนี้พบว่ายาหอมนวโกฐออกฤทธิ์มากกว่ายาหอมอินจักร์ โดยช่วยแก้อาการอ้วกอาเจียน พะอืดพะอม คลื่นไส้ และช่วยลดอาการปวดเกร็งของลำไส้ได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการหดในลำไส้เล็กและการหลั่งกรดได้มากกว่าด้วย
ยาหอมในมุมมองการแพทย์แผนปัจจุบัน

ในปี 2545 มีการนำยาหอมไปศึกษาค้นคว้าและวิจัยทางการแพทย์แผนปัจจุบันเพิ่มเติมอย่างจริงจัง โดยสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทย สมาคมผู้ผลิตยาแผนไทย และนักวิชาการด้านการแพทย์ พร้อมทั้งหยิบยกข้อมูลงานศึกษาและวิจัยอื่นๆ อันเกี่ยวข้องกับยาหอมตั้งแต่ปี 2515 มาร่วมทำการศึกษาด้วย
พบว่า ยาหอมมีสรรพคุณมากมายที่คาดไม่ถึงอย่างน่าอัศจรรย์ นับเป็นภูมิปัญญาไทยทางด้านการแพทย์ที่ทรงคุณค่าต่อคนรุ่นหลังอย่างยิ่ง โดยสรรพคุณที่ล้ำลึกของยาหอม มีดังนี้

- แก้อาการปวดท้อง จุก เสียด
เนื่องจากยาหอมชวยเพิ่มการหลั่งของเมือกเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร ช่วยแก้อาการปวดท้อง จุกเสียดท้องได้ และออกฤทธิ์ยับยั่งการหลั่งกรด เอนไซม์เปปซิน รวมถึงการหลั่งสารอื่นๆ ในกระเพาะอาหาร ช่วยลดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหารได้มากขึ้น
- เพิ่มความดันเลือดและแรงบีบต่อหัวใจ
เพราะเดิมทีนั้นยาหอมถูกนำไปใช้เพื่อแก้อาการเหน็บชา หน้ามืด คลื่นเหียน วิงเวียนศีรษะ อาการใจสั่น รวมถึงเพิ่มความดันเลือดต่ำ ปัจจุบันในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยืนยันถึงสรรพคุณด้านนี้ของยาหอมว่าเป็นยาแพทย์แผนไทยที่มีผลต่อระบบสมอง ระบบประสาท และระบบไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดขนาดเล็กให้ไปเลี้ยงระบบสมองได้ดี รวมถึงอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย เช่น กระเพาะอาหาร ตับ ไต ปอด บริเวณปลายมือและเท้า เป็นต้น

3. บำรุงหัวใจ
ยาหอมช่วยเพิ่มอัตราการบีบหัวใขจอย่างช้าๆ โดยมีฤทธิ์เพิ่มการหดตัวของหลอดเลือดแดงใหญ่ในหัวใจภายใน 5 นาทีแรก โดยจะออกฤทธิ์นานประมาณ 20 นาที อีกทั้งยังเพิ่มความดันเลือดภายใน 15-30 นาที ออกฤทธิ์นานประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง
- ปลอดภัยในการใช้
หลายๆ คนอาจกังวลเกี่ยวกับอันตรายของยาหอม แต่จากการศึกษาและวิจัยในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน และได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้วว่า พืชสมุนไพรกว่า 60 ชนิด
ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยาหอมนั้นไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สามารนำไปใช้ในการรักษาโรคได้
วิธีการใช้ยาหอม

วิธีดั้งเดิมของการทานยาหอมให้ได้ประสิทธิภาพดีที่สุด คือ ชงดื่มกับบน้ำต้มสุกหรือน้ำธรรมดา ค่อยๆ จิบ บางคนอาจปั้นเป็นลูกกลอนขนาดประมาณ 1-1.4 กรัม ละลายน้ำ โดยรับประทานเมื่อมีอาการทุก 3-4 ชั่วโมง และไม่ควรรับประทานเกินวันละ 3 ครั้ง
บางคนอาจใช้วิธีอมหรือเคี้ยวแล้วกลืนก็ได้ ซึ่งช่วยให้ชุ่มคอ แต่อาจมีรสขมเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันมีการผลิตยาหอมออกมาในรูปแบบเม็ดที่จะไปแตกตัวและดูดซึมในกระเพาะอาหาร ซึ่งทานง่ายกว่าเดิม
ข้อควรระวังในการยาหอม

ถึงแม้ว่ายาหอมจะเป็นสมุนไพรไทยที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีสิ่งที่ต้องระมัดระวังในการใช้ด้วยเช่นกัน เช่น ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีอาการแพ้เกสรดอกไม้ เพราะยาหอมมีสมุนไพรที่เป็นเกสรดอกไม้ผสมอยู่ หรือการใช้ร่วมกับยาเคมีแผนปัจจุบัน เช่น ยาต้านจับตัวของเกล็ดเลือด (Antiplatalets) หรือ ยาในกลุ่มที่มีสารกันเลือดเป็นลิ่ม (Anticoagulant) รวมถึงผู้ที่ภาวะไตหรือตับผิดปกติ เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและกลายเป็นพิษ
เห็นไหมคะว่า ยาหอม ตำรับยาโบราณที่อยู่คู่ครอบครัวคนไทยมาช้านานมีประโยชน์มากแค่ไหน แนะนำว่า
ผู้ป่วยไมเกรนควรลองศึกษาและปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อาจกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ลดการใช้ยาเคมีได้ เรียกว่าถึงจะเก่า แต่ก็ยังเก๋าอยู่จริงๆ ค่ะ



